สัตว์ที่อันตรายในทะเล

           

ฉลามเสือ (Tiger shark)


  • มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Galeocerdo cuvier ฉลามเสือเป็นฉลามน้ำอุ่นที่อพยพเเละออกลูกเป็นตัวชนิดเดียวในวงศ์ Galeocerdo ฉลามเสือเป็นนักล่าขนาดใหญ่ที่อาจจะยาวได้ถึง 5เมตรซึ่งทำให้มันเป็นหนึ่งในฉลามขนาดใหญ่ที่สุด ซึ่งโดยปรกติเเล้ว มันจะโตเต็มวัยเมื่อมีความยาวประมาณ 2-3เมตร ฉลามเสือนั้นสามารถพบได้ในทะเลเขตร้อนทั่วไป ซึ่งพบมากในมหาสมุทรเเปซิฟิกตอนกลาง ฉลามเสือนั้นจะอยู่ในเส้นศูนย์สูตรตลอดฤดูหนาว เเละมักจะอยู่ในน้ำลึกที่บางทีอาจจะลึกได้ถึง 900เมตร เเต่บางครั้ง ฉลามเสือก็สามารถพบได้ในที่ไกลๆเช่น มหาสมุทรเเปซิฟิกตะวันตก, ญี่ปุ่นเหนือหรือนิวซีเเลนด์ ชื่อของฉลามเสือนั้นได้มาจากลายข้างตัวที่มีลักษณะเหมือนเสือซึ่งจะจางลงเมื่อโตขึ้น ฉลามเสือนั้นได้ชื่อว่าเป็นสัตว์ที่อันตรายต่อมนุษย์ที่สุดถึงเเม้ว่าจำนวนการโจมตีของมันนั้นจะต่ำอย่างไม่น่าเชื่อ ฉลามเสือเป็นฉลามที่โจมตีเเละฆ่าคนบ่อยเป็นอันดับที่สองรองจากฉลามขาว เพราะความที่ฉลามเสือชอบว่ายน้ำไปในปะการังตื้น, ท่าเรือเเละลำคลองเพื่อตามล่าเหยื่อนี้เองที่เป็นสาเหตุของการโจมตี ถึงเเม้ว่าฉลามเสือจะเป็นอันตรายต่อมนุษย์ มันก็ยังได้รับสถานะเสี่ยงต่อการใกล้สูญพันธุ์ด้วยเหตุผลมาจากการล่าหูฉลาม, การประมงที่เกินพอดีเเละการล่าเอาตับที่มีไวตามิน Aสูง ฉลามเสือนั้นเป็นนักล่าสันโดษชั้นยอดที่ส่วนมากจะหากินตอนกลางคืน อาหารของมันนั้นมีหลากหลาย เช่น สัตว์กระดอง, ปลา, เเมวน้ำ, นก, ฉลามขนาดเล็กกว่า, หมึก, เต่า, งูทะเล, พะยูน, หอย, กระเบน, ซากวาฬหรือตัววาฬเองเเละโลมาซึ่งจะหลีกเลี่ยงการว่ายน้ำไปในพื้นที่ๆมีฉลามเสืออยู่ นอกจากนี้ ฉลามเสือยังได้ชื่อว่ากินทุกอย่างเเม้กระทั่งฉลามเสือด้วยกันอีกด้วย ของเเปลกๆที่หาพบได้ในท้องฉลามเสือนั้นได้เเก่ ทะเบียนรถ, กระป๋องน้ำมัน, ยางรถยนต์เเละลูกเบสบอล เพราะการกินไม่เลือกหน้าของมันที่เองที่ทำให้ฉลามเสือได้ชื่อว่า “ถังขยะ” ฉลามเสือเป็นฉลามที่กัดเเล้วไม่ว่ายจากไปเหมือนอย่างที่ฉลามขาวทำ ฉลามเสือนั้นปรกติจะยาวประมาณ 3-4.2เมตร เเละหนัก 385-635กก. เเต่บางครั้งตัวผู้สามารถยาวได้ถึง 4.5เมตรเเละตัวเมีย 5.5เมตร ซึ่งบางทีก็สูสีกับฉลามขาวเลยทีเดียว ฉลามเสือที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีบันทึกมานั้นเป็นตัวเมียที่ถูกจับเมื่อปี 2500 ซึ่งยาว 7.4เมตรเเละหนัก 3110กก. สีของฉลามเสืออาจจะมีไปตั้งเเต่ฟ้าจนถึงเขียวอ่อน เเละท้องสีขาวหรือเหลืองอ่อน ลายเสือของฉลามเสือนั้นจะเห็นได้เด่นชัดที่สุดในตัวลูกเเละจะจางลงเมื่อโต ฉลามเสือมีหัวรูปลิ่มซึ่งช่วยให้มันหมุนตัวได้เร็ว ร่างกายส่วนบนของฉลามเสือนั้นประกอบไปด้วยรูเล็กๆที่ช่วยในการตรวจจับสนามไฟฟ้า นอกจากนี้ มันยังมีเส้นข้างลำตัวที่ช่วยในการตรวจจับความเคลื่อนไหวเเละกระจกตาที่ช่วยในการมองเห็น การปรับตัวทั้งหมดนี้ช่วยให้ฉลามเสือสามารถหาอาหารในความมืดเเละตรวจจับเหยื่อที่ซ่อนอยู่ ได้ ฉลามเสือยังมีครีบยาวที่ช่วยในการทรงตัวในขณะที่ว่ายน้ำ เเละครีบหางบนที่ยาวนั้นก็ช่วยเพิ่มสปีดในการว่ายน้ำของมัน ฟันของฉลามเสือนั้นถูกออกเเบบมาเพื่อตัดผ่านเนื้อ, กระดูกเเละของเเข็งๆอย่างกระดองเต่า ซึ่งฟันของฉลามเสือนั้นจะงอกออกมาทดเเทนฟันที่หลุดไปเรื่อยๆ


                 หอยเต้าปูนลายผ้า


เต้าปูน (Cone shell)

        หอยเต้าปูนเป็นหอยกาบเดี่ยวพวกหนึ่งที่ล่าจับสัตว์อื่นกินเป็นอาหาร ลักษณะเปลือกเป็นรูปกรวยคล้ายถ้วยไอศกรีมโคน (cone) ส่วนใหญ่มีเปลือกหนา ด้านหน้าของลำตัวมีท่อน้ำยื่นออกไปยาว และมีงวงยื่นอยู่ทางด้านใต้ของไซฟอนด้วย ตรงปลายงวงหอยเต้าปูนนี้เองมีฟันแหลมคล้ายลูกธนูซึ่งหอยใช้แทงเหยื่อ หอยเต้าปูนมีจำนวนราว 500 ชนิด บางชนิดมีต่อมน้ำพิษร้ายแรง เท่าที่มีรายงานในต่างประเทศมีไม่น้อยกว่า 10 ชนิดที่เคยต่อยคนทำให้เสียชีวิตมาแล้ว
หอยเต้าปูนมีพิษที่พบในน่านน้ำไทยมีอยู่หลายชนิดด้วยกัน ชนิดที่พบบ่อยได้แก่
• หอยเต้าปูนลายผ้า (Conus textile)
• หอยเต้าปูนลายแผนที่ (C. geographus)
• หอยเต้าปูนลายหินอ่อน (C.marmoreus)
• หอยเต้าปูนจักรพรรดิ (C.imperialis)
พิษที่เกิดจากหอยเต้าปูนต่อย จะทำให้เกิดอาการบวมแดง ตาพร่ามัว หายใจติดขัด หรือ เสียชีวิตได้
การรักษา
การปฐมพยาบาลเมื่อถูกหอยเต้าปูต่อย คือ การปฏิบัติเช่นเดียวกับถูกงูกัด โดยใช้สายยางรัดแขนเพื่อไม่ให้พิษไหลเข้าสู่หัวใจ ให้ผู้ป่วยนอนและเคลื่อนไหวน้อยที่สุด แล้วรีบนำส่งโรงพยาบาลโดยนำหอยไปด้วย แม้ว่าทางโรงพยาบาลจะไม่มีเซรุ่มแก้พิษของหอยเต้าปูนโดยตรง แต่แพทย์ก็อาจใช้เซรุ่มแก้พิษงู ที่อาจมีประสิทธิภาพคล้ายคลึงกันช่วยรักษา


กะพรุน (Jelly fish)
        แมงกะพรุนทั่วไปมีรูปร่างคล้ายร่ม หรือ กระดิ่งคว่ำ (medusa) ลำตัวโปร่งแสงประกอบด้วยวุ้นเป็นส่วนใหญ่ ดำรงชีวิตโดยการว่ายเวียนและล่องลอยไปตามกระแสน้ำและแรงพัดพาของคลื่นลม อาหารที่แมงกะพรุนกินได้แก่ ปลา ครัสเตเซียน และแพลงค์ตอนอื่นๆ บริเวณหนวดและแขนงที่ยื่นออกมารอบปากมีเข็มพิษนีมาโตศีย์สต์ ใช้ฆ่าเหยื่อหรือทำให้เหยื่อสลบก่อนจับกินเป็นอาหาร ปริมาณของนีมาโตศีย์สต์อาจมีจำนวนถึง 80,000 เซลล์ใน 1 ตารางเซนติเมตรเท่านั้น ภายในนีมาโตศีย์สต์ มีน้ำพิษที่เป็นอันตรายทำให้เกิดอาการคัน เป็นผื่นบวมแดงเป็นรอยไหม้ปวดแสบปวดร้อน และเป็นแผลเรื้อรังได้ ขึ้นอยู่กับแมงกะพรุนแต่ละชนิด บางรายทำให้เกิดอาการจุกแน่นหน้าอก หายใจไม่ออก กระสับกระส่าย นอนไม่หลับ อ่อนเพลีย เป็นไข้ บางรายถึงเสียชีวิต โดยทั่วไปเรียกแมงกะพรุนมีพิษว่าแมงกะพรุนไฟ
การป้องกันและรักษา
การป้องกันการถูกแมงกะพรุนไฟ คือ การหลีกเลี่ยงลงเล่นน้ำทะเลบริเวณที่มีแมงกะพรุนชุกชุม หรือ ช่วงหลังพายุฝน เพราะจะมีกระเปาะพิษของแมงกะพรุนหลุดลอยไปในน้ำทะเลแม้จะไม่ได้สัมผัสกับแมง กะพรุนโดยตรงก็ตาม
การเกิดพิษเมื่อถูกแมงกะพรุน กระทำได้โดยใช้น้ำส้มสายชูล้างแผลเพื่อไม่ให้นีมาโตศีย์สต์ปล่อยน้ำพิษภายใน กระเปาะออก หลังจากนั้นควรรีบปรึกษาแพทย์ ตำรา ยากลางบ้านที่มักใช้กัน คือ นำใบผักบุ้งทะเลบดแล้วพอกบริเวณที่สัมผัสแมงกะพรุน จะช่วยให้อาการต่างๆบรรเทาลงได้



เม่นทะเล (Sea urchin)
        เม่นทะเลเป็นสัตว์มีหนามตามผิวลำตัวเช่นเดียวกับดาวทะเล แต่เม่นทะเลมีหนามยาวจำนวนมาก ชนิดที่พบชุกชุมในแนวปะการังของชายฝั่งทะเลไทยคือเม่นดำหนามยาว (Diadema setosum) มีหนามขนาดยาวอยู่รอบตัว การเล่นน้ำ ดำน้ำในบริเวณที่มีเม่นทะเล คลื่นอาจซัดให้โยนตัวไปเหยียบย่ำหรือนั่งทับเม่นทะเลได้
หนามของเม่นทะเลมักเปราะหักง่าย เมื่อฝังอยู่ในเนื้อไม่สามารถบ่งออกได้อย่างเสี้ยนหรือหนามจากพืช เม่นทะเลบางชนิดมีต่อมน้ำพิษด้วยเมื่อถูหนามเม่นตำแล้ว น้ำพิษยังอาจเข้าสู่ร่างกายทำให้เกิดอาการอักเสบ บวมแดง เจ็บปวดและเป็นไข้ได้
นอกจากหนามที่แหลมคมแล้วเม่นทะเลยังมีโครงสร้างพิเศษที่เรียกว่า เพดิเศลลาเรีย (อี)(pedicellariae) กระจัดกระจายแทรกอยู่ระหว่างหนามตรงปลายมักมี 3 แฉกคล้ายคีม ซึ่งทำหน้าที่เก็บเศษอินทรีย์และจุลินทรีย์ออกจากผิวลำตัว เพดิเศลลาเรียในเม่นทะเลบางชนิดมีต่อมน้ำพิษอยู่ด้วย ดังนั้นอันตรายจากเม่นทะเลจึงไม่เฉพาะหนามเพียงอย่างเดียว
หนามของเม่นทะเลจะทำให้เกิดอาการบวมแดง ชา เป็นอยู่นานประมาณ 30 นาที จนถึง 4-6 ชั่วโมง และหนามจะย่อยสลายไปภายใน 24 ชั่วโมง
การป้องกันและรักษา
โดยปกติเม่นทะเลมักไม่เป็นอันตรายต่อนักดำน้ำ ถ้าไม่เข้าไปใกล้ หรือ จับต้อง เมื่อถูกหนามเม่นทะเลตำให้ถอนหนามออก ถ้าทำได้ หากถอนไม่ออกให้พยายามทำให้หนามบริเวณนั้นแตกเป็นชิ้นเล็กๆ โดยการบิดผิวหนังบริเวณนั้นไปมา หรือ แช่แผลในน้ำร้อนประมาณ 50 องศาเซลเซียส เพื่อช่วยให้หนามย่อยสลายได้เร็วขึ้น แต่หนามบางชนิดอาจไม่ย่อยสลาย ต้องผ่าออก



ปลาไหลมอเรย์ (Moray Eel)
        ปลาทะเลในแนวปะการังหลายชนิดเป็นสัตว์กินเนื้อ และมีฟันแหลมคม โดยเฉพาะปลาไหลมอร์เลย์ซึ่งซ่อนตัวอยู่ตามโพรงหินปะการังและโผล่หัวออกมา เฝ้าระวังเหยื่อหรือศัตรู หากนักดำน้ำหรือผู้ที่ว่ายน้ำผ่านบริเวณที่ปลาอาศัยอยู่ ปลาก็อาจพุ่งตัวออกมาฉกกัดคล้ายงูได้ แม้ว่าปลาไหลมอร์เลย์จะไม่มีเขี้ยวพิษอย่างงูทะเล แต่เมือกในปากของปลาก็เป็นพิษอ่อนๆ
การป้องกันและรักษา
ถ้าพบปลาไหลอย่าเข้าใกล้ อย่าล้วงมือเข้าไปในโพรงหิน หรือซากเรือจม อย่าเล่นกับปลาไหลที่ไม่คุ้นเคย เมื่อถูกกัดจะเกิดบาดแผลลึกจากเขี้ยวของปลา ทำให้เลือดออกมาก และอาจหมดสติได้ ต้องนำผู้ป่วยขึ้นจากน้ำ ห้ามเลือด และรีบนำผู้ป่วยส่งแพทย์โดยเร็ว แผลที่ถูกกัดมักมัขนาดลึกต้องรีบทำความสะอาดแผลให้ทั่วถึง


ปลากระเบน (Ray)
       ปลากระเบนเป็นปลากระดูกอ่อน ลำตัวแบนด้านบนด้านล่าง รูปร่างค่อนข้างกลมและมีหางยาว ปากของปลากระเบนอยู่ทางด้านล่าง อาหารของปลากระเบนส่วนใหญ่เป็นสัตว์หน้าดินต่างๆ ปลากระเบนมีการป้องกันตัวด้วยการมีเงี่ยงแหลมคมอยู่บริเวณโคนหาง ผู้ที่เดินลุยน้ำอยู่ริมชายฝั่งทะเล จึงอาจเหยียบไปบนตัวปลากระเบนที่หมกตัวอยู่ตามพื้นทะเล และถูกเงี่ยงตำได้รับความเจ็บปวด ในแนวปะการังของไทย มีปลากระเบนทอง (Taeniura lymna) อาศัยอยู่ตามแนวปะการังทั่วไป ผู้ที่ดำน้ำลงไปในบริเวณดังกล่าว จึงมีโอกาสถูกเงี่ยงของปลากระเบนทองตำได้เช่นเดียวกัน เมื่อถูกเงี่ยงของปลากระเบนตำจะได้รับพิษทำให้เกิดอาการปวดอย่างแรง บางครั้งอาจทำให้เกิดอาการช็อค หมดสติ และเสียชีวิตได้
การรักษา
การปฐมพยาบาลในขั้นแรก คือ ห้ามเลือดที่บาดแผล แล้วตรวจดูว่ามีเศษของเงี่ยงพิษตกค้างอยู่รึไม่ เนื่องจากพิษของเงี่ยงปลากระเบน เป็นสารพวกโปรตีนย่อยสลายในความร้อน ดังนั้นควรแช่บาดแผลในน้ำร้อนเท่าที่จะทนได้ ประมาณ 30-60 นาที อาการปวดจะทุเลาบริโภคยาแก้อักเสบ หากมีอาการแพ้มากควรรีบส่งแพทย์


งูทะเล (Sea snake)
       งูทะเลมีลักษณะต่างจากงูบกคือ ลักษณะลำตัวส่วนท้ายค่อนข้างแบนทางด้านข้างจนถึงปลายหางคล้ายใบพายเพื่อใช้ สำหรับว่ายน้ำ งูทะเลทุกชนิดมีพิษอยู่ที่เขี้ยวที่ปาก บางชนิดว่ายน้ำเหมือนอย่างปลา และบางชนิดขึ้นมาวางไข่บนชายฝั่งเช่นเดียวกับเต่าทะเล พิษของงูทะเลมีอันตรายร้ายแรงมาก แม้จะถูกนำขึ้นมาบนบกแล้วก็ไม่ควรใช้มือจับ การเดินไปตามแนวปะการังควรใส่รองเท้ายางหุ้มข้อ งูที่ตายแล้วก็ยังต้องระวังพิษจากเขี้ยวที่สามารถออกฤทธิ์ได้ น้ำจากพิษงูทะเลมีผลโดยตรงต่อระบบกล้ามเนื้อ ทำให้ปัสสาวะของผู้ป่วยจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลภายในเวลา 3-5 ชั่วโมง เนื่องจากเม็ดสีถูกปล่อยออกมาจากเซลล์กล้ามเนื้อที่ถูกทำลาย มีการหายใจขัด หรือการทำงานของหัวใจล้มเหลว งูทะเลที่พบในน่านน้ำไทยมีอยู่หลายชนิด บางชนิดมีพิษ บางชนิดที่พิษอ่อนหรือไม่มีพิษ ตัวอย่างเช่น งูแสมบัง งูแสมรัง งูคออ่อน งูผ้าขี้ริ้ว งูชายธง เป็นต้น
การป้องกันและรักษา
ควรหลีกเลี่ยงการลงเล่นน้ำในบริเวณที่มีงูชุกชุม หากมีผู้ถูกงูทะเลกัด ควรให้ผู้ป่วยนอนนิ่งๆ และไม่ควรให้บาดแผลที่ถูกกัดเพื่อชะลอการไหลของเลือกพยายามอย่าให้ผู้ป่วย เคลื่อนไหว ทำความสะอาดแผลและรีบนำส่งแพทย์โดยเร็วที่สุด ในประเทศไทยยังไม่มีเซรุ่มใช้กับงูทะเล แต่อาจใช้เซรุ่มสำหรับผุ้ป่วยที่ถูกงูสามเหลี่ยมกัดแทนได้



ดอกไม้ทะเล (Sea anemone)
       ดอกไม้ทะเลเป็นสัตว์ทะเลที่มีลำตัวอ่อนนุ่ม ด้านปากมีหนวดเรียงรายอยู่รอบปาก ด้านล่างเป็นฐานยึดเกาะอยู่กับก้อนหิน ก้อนปะการัง หรือฝังตัวลงในพื้นทะเลบริเวณดินเลนหรือดินทราย ดอกไม้ทะเลเป็นสัตว์ที่ดำรงชีวิตแบบเดี่ยว ไม่มีการสร้างหินปูนเป็นฐานรองรับโพลิปเหมือนปะการัง
โพลิปดอกไม้ทะเลมักมีขนาดใหญ่ บางชนิดมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางถึง 30 เซนติเมตร มักพบอาศัยอยู่ตามแนวปะการัง เมื่อสัมผัสหนวดของดอกไม้ทะเล นีมาโตศีย์สต์จากหนวดของดอกไม้ทะเล จะทำให้เกิดผื่นแดงและคันบริเวณที่สัมผัส ถ้าอาการรุนแรงมากจะทำให้เกิดอาการบวมแดง มึนงง คลื่นไส้ อาเจียน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับภูมิต้านทานของแต่ละคน
การปฐมพยาบาลในเบื้องต้น
ให้ใช้น้ำส้มสายชูล้างแผล และพยายามล้างเอาเมือก และชิ้นส่วนของหนวดดอกไม้ทะเลออกให้หมด ถ้าผู้ป่วยมีอาการทรุดลงให้นำส่งแพทย์โดยด่วน


บุ้งทะเล (Fire worms)
       บุ้งทะเลเป็นหนอนปล้องจำพวกเดียวกับแม่เพรียงหรือไส้เดือนทะเล แต่มีลำตัวสั้นกว่า เป็นสัตว์ทะเลพวกโพลีย์ฆีต (polychaete) ตามลำตัวมีขนยาวมาก และมีส่วนยื่นของร่างกายออกไปเป็นคู่ด้านข้าง ช่วยในการว่ายน้ำ ขนที่มีลักษณะเป็นเส้นแข็งนี้จะหลุดจากตัวบุ้งได้ง่ายและแทงเข้าสู่ผิวหนัง ทำให้เกิดอาการคัน
ในธรรมชาติ บุ้งทะเลอาศัยอยู่ตามพื้นทะเลใต้ก้อนหินใต้ซอกปะการัง ตามลำคลองในเขตป่าชายเลน หรือตามพื้นทะเลและถูกจับมาโดยอวนหน้าดิน ตัวอย่างของบุ้งทะเลจึงพบปะปนอยู่กับสัตว์น้ำอื่นๆที่ถูกนำไปทำอาหารสัตว์
การป้องกันและรักษา
ต้องระมัดระวังไม่ให้บุ้งทะเลสัมผัสกับผิวหนัง หรือใช้มือเปล่าหยิบจับบุ้งทะเล หากถูกบุ้งทะเล ทำการแก้ไขได้โดยหยิบขนบุ้งออกให้หมด แล้วใช้ครีม หรือ ยาน้ำคาลาไมน์ ทาเพื่อบรรเทาอาการคัน และป้องกันการติดเชื้อที่อาจเกิดตามมาได้


แมงดาทะเล (Horse-shoe crab)
        แมงดาทะเลเป็นสัตว์ทะเลโบราณที่ยังคงเหลืออยู่ในโลกปัจจุบันเพียง 4 ชนิด ที่พบในทะเลไทยมีอยู่ 2 ชนิด คือแมงดาจานหรือแมงดาหางเหลี่ยม (Tachypleus gigas) และ แมงดาถ้วยหรือแมงดาหางกลม (Carcinoscorpius rotundicauda) ทั้งสองชนิดมีความเป็นอยู่ในสภาพแวดล้อมต่างกัน แมงดาจานอาศัยอยู่ตามพื้นทะเล วางไข่ตามริมชายฝั่งที่เป็นดินทราย ส่วนแมงดาถ้วยอาสัยอยู่ตามพื้นทะเลที่เป็นดินโคลนและตามลำคลองในป่าชายเลน
ท่าที่มีรายงานในประเทศไทย เฉพาะแมงดาหางกลมเท่านั้นที่อาจเป็นพิษ และมักเรียกชื่อแมงดาที่เป็นพิษว่าแมงดาไฟ หรือ เหรา จนบางครั้งทำให้เข้าใจสับสนว่า เหรา เป็นแมงดาชนิดที่สาม จากคำบอกเล่ามักอธิบายถึงลักษณะของเหราว่าตามลำตัวมีขนยาวที่นักอนุกรมวิธาน ได้ศึกษาแน่ชัดแล้วว่า แมงดาไฟ หรือ เหรา ก็คือแมงดาหางกลมบางตัวนั่นเอง การเป็นพิษนั้นจะเกิดเฉพาะช่วงเดือนกุมภาพันธ์ - กันยายน เหตุที่แมงดาถ้วยมีพิษเป็นบางช่วงนี้ สันนิษฐานว่าเวลาดังกล่าวอาจมีการเจริญแพร่พันธุ์อย่างรวดเร็วของแพลงก์ตอน บางชนิด เช่น ไดโนแฟลกเจลเลต ที่สร้างสารพิษ แล้วแพลงค์ตอนชนิดดังกล่าวถูกกินโดยหอยหรือหนอนซึ่งเป็นสัตว์หน้าดิน เมื่อพิษเข้ามาสะสมในหอยหรือหนอนแล้วถูกกินโดยแมงดาทะเล พิษจึงมาสะสมอยู่ในเนื้อและไข่ของแมงดาถ้วย เมื่อคนบริโภคแมงดาถ้วยตัวที่มีสารพิษสะสมอยู่ จึงทำให้เกิดอาการพิษได้ แม้ว่าจะได้ปรุงไข่หรือเนื้อที่บริโภคให้สุดแล้วก็ตาม อาการของคนที่บริโภคแมงดาถ้วยที่มีสารพิษเข้าไป จะทำให้เกิดอาการมึนงง ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน หัวใจเต้นเร็ว ปากชาพูดไม่ได้ แขนขาอ่อนเปลี้ย กล้ามเนื้อไม่ทำงาน หมดความรู้สึกและอาจเสียชีวิตได้ ขึ้นอยู่กับปริมาณที่บริโภคเข้าไปมากหรือน้อย
การรักษา
เมื่อพบผู้ที่บริโภคแมงดาทะเลแล้วเกิดเป็นพิษ ให้ทำการล้างท้อง ทำให้อาเจียน และรีบนำส่งโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด



กระเบนไฟฟ้า มีกำลังไฟฟ้า 40-100 โวลท์ ทำให้ชา และช็อกได้


ปลาแมลงป่อง scorpion fish พันธ์เก๋า โดนครีบหรือเงี่ยง ถึงตายเชียวนะ


กะรังหัวโขน ..สโตนฟิชอันนี่ไม่มีข้อมูลแต่ก็จัดอยู่ในหมวดอันตราย



อย่าเข้าใกล้ กลุ่มปะการังไฟ


ปะการัง พิษของปะการังมีสองแบบ คือ
1. พิษจากเมือกของปะการัง ปะการังหลายชนิดมีเมือกที่เป็นพิษ เมื่อสัมผัสแล้วจะมีอาการปวดแสบปวดร้อนไปหลายวัน บางชนิดมีพิษที่รุนแรงเช่นปะการังไฟ เมื่อโดนแล้วปวดแสบปวดร้อนและเป็นรอยไหม้เป็นแผลเป็น ดังนั้นเมื่อดำน้ำในเขตน้ำตื้นจงหลีกเลี่ยงที่จะไปสัมผัสกับปะการังต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นปะการังชนิดใดๆ ก็ตาม เพราะหลายชนิดที่มีพิษ ยากที่จะจดจำ จำง่ายๆ ว่าอย่าไปสัมผัสไม่ว่าชนิดใดก็ตาม
2. พิษจากการบาดเจ็บจากการขีดข่วนหรือโดนคลื่นซัดเข้าไปกระแทกเข้ากับปะการัง ในช่วงที่น้ำลงจะทำให้แนวปะการังอยู่ในระดับน้ำตื้นมากๆ บางจุดปะการังโผล่พ้นน้ำในช่วงที่น้ำลงต่ำสุด อาจทำให้การดำน้ำในเขตปะการังน้ำตื้นเกิดอันตรายเมื่อเราเซไปกระแทกกับ ปะการัง หรือโดนคลื่นชัดเข้าไปกระแทกกับปะการัง ผิวของปะการังมักจะมีผิวหยาบขุรขระและแหลมคม หากไปกระแทกเข้าก็จะเกิดแผลในบริการที่กระแทก นักท่องเที่ยวก็เสียโฉม แนวปะการังก็อาจจะหักเสียหาย สรุปว่าเสียกันทั้งสองฝ่าย แต่ปะการังมันไม่เจ็บแต่คนซิเจ็บ ถ้ากลัวเจ็บก็ต้องระมัดระวังโดยการไม่ดำเข้าไปในเขตน้ำตื้นจนเกินไป




ปลาสิงโต(Lion fish)
ปลาสิงโตเป็นปลาที่อาศัยอยู่ตามแนวปะการัง ว่ายน้ำเชื่องชา มักถูกจับมาเลี้ยงเป็นปลาตู้ สวยงาม จึงมักพบปลาชนิดนี้เลี้ยงเป็นปลาตู้สวยงาม น้ำเค็มแทบทุกแห่ง
ปลาสิงโตมีครีบหลังและครีบอกยาว ประกอบด้วยก้านครีบแข็งขนาดยาวหลายเซนติเมตร ก้านครีบแข็งนี้มีอันตรายมาก สามารถทิ่มแทงเข้าสู่ผิวหนังของคนได้ลึกและมีต่อมน้ำพิษที่ทำให้เจ็บปวด รุนแรง
การป้องกันและรักษา
ระวังอย่าจับปลาชนิดนี้ หรือไม่ควรไปเล่นกับมัน การรักษาเช่นเดียวกับการถูกเงี่ยงปลากระเบน


ฟองน้ำ (Sponge)
ฟองน้ำเป็นสัตว์เกาะนิ่งอยู่กับที่ มีลำตัวเป็นรูพรุนดำรงชีวิตได้โดยอาศัยระบบท่อให้น้ำไหลผ่านลำตัว มีโครงค้ำจุนร่างกายเป็นหนามที่เรียกว่า สปิคุล (Spicule) หรือเส้นใยอ่อนนุ่ม (Spongin)
การป้องกันและรักษา
หลีกเลี่ยงจากการสัมผัสฟองน้ำขนาดใหญ่ตามแนวปะการัง เช่น ฟองน้ำครก หากเป็นความบังเอิญที่ไม่ได้ระวังตัว การปฐมพยาบาลเบื้องต้นนั้น คือ การทำให้สปคุลของฟองน้ำหลุดออกไป โดยทำการล้างแผลบริเวณที่สัมผัสด้วยน้ำสะอาด หรือน้ำกรดน้ำส้ม 5 เปอร์เซ็นต์ เป็นเวลา 15-30 นาที ยาจำพวกแอนติฮิสตามีน ใช้ทาบรรเทาอาการผื่นคัน



ขนนกทะเล (Sea feather)
ขนนกทะเลเป็นสัตว์ที่มีลักษณะคล้ายพืชและมีอยู่หลายชนิด แต่ละตัวมีรูปร่างเป็นโพลิปขนาดเล็กอาศัยอยู่รวมกันเป็นกลุ่มหรือนิคม มักพบตามแนวปะการังเกาะกับหลักที่ปักอยู่ริมชายฝั่ง เสาสะพานท่าเรือ ตลอดจนเศษวัสดุที่ลอยในทะเล บางชนิดมีลักษณะคล้ายขนนก และบางชนิดลักษณะคล้ายเฟิร์น เมื่อผิวหนังสัมผัสกับนิคมของขนนกทะเล โพลิปจะปล่อยนีมาโตศีย์สต์ ที่มีพิษแทรกเข้าสู่ผิวหนัง ทำให้เกิดอาการคัน ปวดแสบปวดร้อน
การป้องกันและรักษา
หลีกเลี่ยงการสัมผัสขนนกทะเลโดยตรง การใส่เสื้อผ้าป้องกันอันตรายได้ ล้างบริเวณที่ถูกพิษด้วยแอลกอฮอล์ปะคบด้วยน้ำแข็งหรือน้ำเย็น หากมีอาการรุนแรงต้องส่งแพทย์ทันที


ปลาสาก ตัวเดียว ไม่เท่าไหร่ ถ้าเจออยู่เป็นฝูงระวังหน่อยนะ


ดาวหนาม (Clown-of-thorn sea star)
ดาวหนามหรือดาวมงกุฎหนามเป็นดาวทะเลชนิดหนึ่งที่มีแขนจำนวนมาก ตามผิวลำตัวมีหนามยาวประมาณ 1 นิ้วอาศัยอยู่ตามแนวปะการังโดยกินโพลิปปะการังเป็นอาหาร นักอนุรักษ์ธรรมชาติถือว่าดาวหนามเป็นตัวทำลายแนวปะการัง และพยายามควบคุมปริมาณดาวหนามให้ลดลง
นอกจากผลกระทบต่อระบบนิเวศในแนวปะการังแล้ว ดาวหนามยังเป็นอันตรายต่อนักดำน้ำและชาวประมงที่ดำน้ำอยู่บริเวณปะการังด้วย เพราะหากเหยียบลงไปบนตัวดาวหนามแล้วจะทำให้เกิดบาดแผล และได้รับความเจ็บปวด
การรักษา
เมื่อถูกหนามของดาวทะเลนี้ตำ แผลจะบวมแดง ถ้าหนามหักคาต้องผ่าหรือถอนออก ทำความสะอาดแผลด้วยน้ำสะอาด แช่ส่วนที่ถูกตำด้วยน้ำร้อน 50-60 องศาเซลเซียส ใช้ยาฆ่าเชื้อใส่บริเวณบาดแผล เพื่อป้องกันการอักเสบ

 
ปลาวัว ก็อันตรายในบางครั้ง ถ้าเราเข้าใกลอาณาเขตของมัน อาจโดนกัดได้


ปลาปักเป้า (Puffer fishes)
ปลาปักเป้าเป็นปลาที่รู้จักกันดีว่ามีพิษโดยเฉพาะอย่างไข่ ตับ ลำไส้ ผิวหนัง ส่วนเนื้อปลามีพิษน้อย การนำปลาปักเป้ามาบริโภค ถ้าการเตรียมก่อนนำไปปรุงไม่รู้วิธีที่ถูกต้อง ทำให้พิษที่อยู่ในอวัยวะภายในปนเปื้อนเนื้อปลา ทำให้ผู้บริโภคได้รับสารพิษเกิดอาการชาที่ริมฝีปาก มีอาการคันแสบร้อนที่ผิวหนังและตา คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ท้องเดิน ขาอ่อนแรง หรือเกิดอัมพาต กลืนลำบาก หัวใจเต้นเร็ว เจ็บอก ความดันเลือดสูง จนถึงขั้นหยุดหายใจและเสียชีวิต พิษของปลาปักเป้าเป็นสารเตโตรโดทอกซิน (tetrodotoxin) ตัวอย่างปลาปักเป้าที่มีพิษได้แก่ ปักเป้าดำ ปักเป้าหนามทุเรียน
การป้องกันและรักษา
งดบริโภคอาหารแปลกๆ ถ้าไม่แน่ใจให้ถามชาวประมง หรือคนในท้องถิ่น ถ้าหากได้รับสารพิษพยายามให้ผู้ป่วยอาเจียน โดยวิธีล้วงคอ หรือให้ผู้ป่วยดื่มผงถ่านกัมมันต์ ผสมน้ำ อัตราส่วน 10 กรัม ต่อน้ำ 100 มล. เพื่อดูดซับสารพิษที่ตกค้างอยู่ในกระเพาะอาหาร ไม่ให้ดูดซึมเข้าร่างกาย แล้วรีบนำส่งแพทย์


 หอยมือเสือ
เป็นสิ่งที่สวยงามในทะเล เนื้อเยื่อบริเวณปากมีสีสันสวยงามเหมือนดอกไม้ สีม่วง สีเขียว สีฟ้า สารพัดสี เราสามารถพบหอยมือเสือได้แม้ในระดับน้ำตื้นๆ อันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นก็คือการเหยียบเข้าไปในปากจะโดยฝาหอยหนีบ แต่โอกาสที่จะเกิดขึ้นเป็นไปได้ยากมากเพราะหอยจะคอยระวังตัว หากเราเข้าใกล้เขาก็จะหุบปาก อย่าไปแย่เล่น หรือเผลอไปเหยียบก็ปลอดภัยแล้ว


Visitors: 1,025,794